pregnancy & baby คำแนะนำ

รู้จักภาวะมีบุตรยาก

หลังตรวจ HSG แล้ว มีโอกาสตั้งครรภ์ง่ายขึ้นจริงไหม?

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าหลังจากตรวจฉีดสีดูโพรงมดลูกและท่อนำไข่ หรือ HSG แล้ว จะตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น เรื่องนี้จริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานค่ะ

HSG เป็นการตรวจเพื่อดูว่าท่อนำไข่เปิดหรืออุดตัน โดยแพทย์จะใส่สารทึบรังสีผ่านปากมดลูกเข้าสู่โพรงมดลูก และให้สารไหลผ่านท่อนำไข่

ในระหว่างกระบวนการนี้อาจเกิดผลคล้ายกับการ “ล้างท่อนำไข่” (tubal flushing) และมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าโอกาสตั้งครรภ์หลังการตรวจอาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ สารทึบรังสีชนิดน้ำมัน

ทำไม HSG จึงอาจช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์?

กลไกที่แน่นอนยังไม่ทราบค่ะ

มีข้อสันนิษฐานว่าการที่สารไหลผ่านท่อนำไข่อาจช่วยชะล้างมูกหรือเศษเล็ก ๆ ที่รบกวนการทำงานของท่อนำไข่ออกไป

นอกจากนี้ยังมีสมมติฐานเกี่ยวกับผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและสภาพแวดล้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าใจว่า HSG จะสามารถ “เปิด” ท่อนำไข่ที่อุดตันได้ทุกกรณี แต่ควรเข้าใจว่า ในผู้หญิงบางคน โอกาสตั้งครรภ์อาจเพิ่มขึ้นชั่วคราวหลังการตรวจ

ชนิดของสารทึบรังสีมีผลไหม?

อาจมีผลค่ะ

งานวิจัยแบบสุ่มขนาดใหญ่พบว่า ผู้หญิงที่ตรวจ HSG ด้วย สารทึบรังสีชนิดน้ำมัน มีอัตราการตั้งครรภ์ต่อเนื่องและอัตราการเกิดมีชีพในช่วงหลายเดือนหลังการตรวจสูงกว่ากลุ่มที่ใช้สารชนิดน้ำ

แนวทางด้านภาวะมีบุตรยากของยุโรปในปัจจุบันยังระบุว่า ในคู่ที่มี ภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจพิจารณาเลือกสารทึบรังสีชนิดน้ำมันหลังจากพูดคุยถึงประโยชน์และความเสี่ยงกับแพทย์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสารชนิดน้ำมันเหมาะสำหรับทุกคนค่ะ

มีความเสี่ยงไหม?

สารทึบรังสีทั้งชนิดน้ำมันและชนิดน้ำต่างก็มีข้อดีและข้อควรระวัง

สารชนิดน้ำมันมีโอกาสที่สารจะเข้าสู่หลอดเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ซึ่งเรียกว่า intravasation สูงกว่าสารชนิดน้ำเล็กน้อย ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อย แต่ควรเลือกชนิดของสารตามสภาพของแต่ละคนและคำแนะนำของแพทย์ค่ะ

สรุปง่าย ๆ

1. HSG เป็นการตรวจท่อนำไข่ แต่ในบางคนอาจมีผลคล้ายการล้างท่อนำไข่และช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ชั่วคราว
2. หลักฐานในปัจจุบันชัดเจนกว่าในกรณีใช้ สารทึบรังสีชนิดน้ำมัน
3. กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับการชะล้างมูกหรือเศษเล็ก ๆ ภายในท่อนำไข่
4. สารชนิดน้ำมันไม่ได้เหมาะกับทุกคน จึงควรพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกับแพทย์